เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งที่อิงความจริง(มาก)

เป็นเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีแก่นสารอะไรนัก

แค่อยากบันทึกเอาไว้เท่านั้นเอง...

 

ในชีวิต…

…มีหลายครั้งที่เราต้องตัดสินใจ

เลือกสิ่งหนึ่งไว้ แต่ต้องทิ้งอีกสิ่งหนึ่งไป

หรือบางทีก็ต้องทิ้งหลายสิ่ง เพื่อเลือกสิ่งหนึ่ง

 

กลางฤดูร้อนในปีหนึ่ง ฤดูร้อนที่เป็นช่วงต่อของชั้น ม.5 และชั้น ม.6

หลังจากที่ลังเลอยู่หลายเดือน เด็กหนุ่มก็ได้ตัดสินใจ

เส้นทางชีวิตที่เขาเลือกเดินต่อไปได้ถูกกำหนดลงในวันปิดเทอมที่แสนธรรมดา

ทางเลือกของเขานั้น มีอยู่มากมาย

เขาตัดทางเลือกที่ไม่ชอบทิ้งลงไป

อันที่จริง ไม่มีคณะใดที่เขารู้สึกชื่นชอบเลยแม้แต่น้อย

จนแล้วจนรอด ก็เหลืออยู่เพียงสองทางเลือก

 

หนึ่ง คือคณะที่ใครต่างก็หมายปอง

คณะที่ใครเขาก็ว่าดี ว่ามั่นคง ว่ามีเกียรติ

แต่กระนั้น เด็กหนุ่มไม่ได้ชอบในวิถีชีวิตของการทำงานหลังจบจากคณะนี้เลย

งานนั้นเป็นงานสำคัญ ละเอียดอ่อนและช่างเปราะบาง

นอกจากอดทน ขยัน ทุ่มเทและเสียสละแล้ว ความรักในเพื่อนมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เด็กหนุ่มได้พบกับผู้เล่าเรียนอยู่ในคณะนี้มากมาย

เด็กหนุ่มคิดว่าคนเหล่านั้นช่างเข้มแข็ง

ทว่าบางคน…กำลังถูกบางสิ่งกัดกินตัวตนไป

 

สอง คือคณะที่ไม่ได้เกลียดไม่ได้ชอบ

เป็นหนึ่งในกระแสนิยม หรือความไม่ลืมหูลืมตาของคนไทย (เช่นเดียวกับคณะแรก)

แต่มาพักนี้ ข่าวลือว่าตกงานนั้นช่างหนาหู

เด็กหนุ่มก็ได้แต่คิดว่าที่ตกงานนั้นก็เป็นเพราะกระแสนิยม หรือความไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละ

ที่ทำให้ความต้องการน้อยกว่าผลผลิตที่มี

 

ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ

เด็กหนุ่มเลือกคณะที่สอง

บางอย่างบอกกับเขาว่า สิ่งที่เขาต้องการอยู่ทางนี้

แต่เด็กหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการที่ว่า

เขากำหนดเป้าหมายลงไปในใจ

สัญญาเงียบๆกับตัวเองว่าจะไม่เปลี่ยนเป้าหมายไปทางอื่น

แล้วเขาก็มุ่งไป

วางแผนและคำนวณวิธีต่างๆที่จะทำให้ตนได้เข้าไปอยู่ในคณะที่สอง

ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าชอบจนกลายเป็นชอบ

เลิกเล่นเกม เลิกเปิดคอมพร่ำเพรื่อ เลิกไปเที่ยวเตร็ดเตร่

อ่านหนังสือทุกวันหลังเลิกเรียน

ไปเรียนพิเศษทุกครั้งที่มีวันหยุด (แม้จะมีการชุมนุมที่ท่าทางอันตรายแถวที่เรียนก็ยังไป)

ชีวิตของเขาบิดเป็นเกลียว

เวลากลายเป็นสิ่งมีค่าขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

กระทั่งเวลานั่งรถเมล์ เขายังต้องเอาหนังสือมาอ่าน

รู้สึกราวกับกำลังวิ่งบนรางรถไฟ ที่มีรถไฟไล่หลังอยู่ตลอดเวลา

 

คณะที่เด็กหนุ่มเลือก จะใช้คะแนนที่ดีที่สุดจากการสอบGAT PAT

หนึ่งปีมีสอบสามครั้ง

ครั้งแรกคือก่อนเด็กหนุ่มจะตัดสินใจได้

ครั้งสอง ผลสอบออกมาไม่ดีนัก

ไม่ว่าคำนวณคะแนนออกมาเท่าไรก็ไม่เป็นเช่นที่หวัง

เขาได้แต่ร้องไห้จนคนในครอบครัวต้องช่วยปลอบ

แต่แปลกนัก เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดเรื่องนี้กับเพื่อนสักคนเดียว

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้พบเพื่อนสนิทบ่อยนักด้วยความที่อยู่คนละห้องกัน

อีกส่วนก็เพราะเขาเกรงใจเกินกว่าจะพูดออกไป

…จะพูดออกไปได้ยังไง…

ในเมื่อเพื่อนของเขาเองกำลังเตรียมสอบเข้าคณะที่หนึ่ง คณะที่มีการแข่งขันสูงกว่า

บางทีในฐานะเพื่อนแล้ว มันคงเป็นความเกรงใจที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย

แต่จะอย่างไรได้ เด็กหนุ่มยินดีรับความทุกข์ไว้แค่คนเดียว

แต่ว่า นั่นเป็นความเกรงใจจริงๆ หรือเป็นเพียงความทระนงตนกันแน่

 

อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มยังคงมุ่งหน้าต่อไป

เก็บความเสียใจเป็นกำลัง

เก็บความท้อแท้ไว้ในเหวลึกของหัวใจ

เพราะยังมีโอกาสอีกครั้ง

และไม่ต้องการเสียใจภายหลัง

 

และแล้วการสอบครั้งที่สามก็ผ่านไป

ดีกว่าครั้งที่สอง

แต่เด็กหนุ่มก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันดีพอหรือไม่

เขาได้แต่รอ

เป็นการรอที่ทรมาน

เขาจะติดหรือไม่ คะแนนจะพอไหม นี่เรายังควรอ่านหนังสือเผื่อไว้หรือเปล่า

และระหว่างที่เขารอนั้นเอง การสมัครสอบเข้าคณะที่หนึ่งก็เริ่มขึ้น

 

เด็กหนุ่มเข้าสอบคณะที่หนึ่งนั้น ตามแรงดันของคนรอบข้าง

ดีที่การสอบนั้นมีสองส่วน

เด็กหนุ่มสอบส่วนแรกเผื่อไว้

การสอบส่วนที่สองจะตามมาหลังเขารู้ว่าจะได้คณะที่สองหรือไม่

 

การสอบในคณะที่หนึ่งนั้นมีการแข่งขันสูง

ใครหลายคนที่หมายปองคณะที่หนึ่งนั้นย่อมสอบคณะอื่นๆเผื่อสำรองไว้เช่นกัน

แน่นอนว่าคณะที่สองนั้น เป็นหนึ่งในคณะเผื่อเลือกทั้งหลายของพวกเขา

เด็กหนุ่มคัดเคือง แต่ไม่อาจว่าอะไรได้

เพราะการจะสอบที่ไหน เอาที่ไหนล้วนแต่เป็นสิทธิส่วนบุคคล

การที่จะไปกันที่คนอื่นๆก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลเช่นกัน

ทุกคณะย่อมอยากได้คนที่(คะแนน)ดีที่สุดไป

การแก่งแย่งชิงดีเป็นเรื่องสามัญ

ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก

โลกมันก็โหดร้ายเช่นนี้เสมอแหละ

เด็กหนุ่มคิดเช่นนั้น

 

และในที่สุด

ช่วงปีใหม่ เด็กหนุ่มก็รู้ข่าวเรื่องผลประกาศของคณะที่สาม

เขารู้ผลทางโทรศัพท์ เพื่อนคนหนึ่งช่วยดูให้

เขาติด

เด็กหนุ่มดีใจ หัวใจของเขาพองออก

ดีใจ แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังรู้สึกว่าไม่สามารถดีใจได้อย่างเต็มที่

คงเป็นเพราะบรรยากาศที่โรงเรียนยังคงเป็นเช่นเดิม

ทุกคนอ่านหนังสือเตรียมสอบกัน

เขาไม่อาจทำตัวเฮฮาได้

ไม่มีงานเลี้ยง

ไม่มีของขวัญ

มีเพียงคำแสดงความยินดีที่ได้ยินจนชาหู

เป็นความยินดีที่ว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก

 

การสอบส่วนที่สองของคณะที่หนึ่งเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ

เด็กหนุ่มเริ่มลังเลต่อสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง

ควรไปสอบไหมนะ

แต่ถ้าสอบแล้ว เกิดได้คะแนนดีกว่าเพื่อนล่ะ แม้ปากจะพูดว่า [ไม่เป็นไร] หรือ [ยินดีด้วย] ความขุ่นเคืองใจก็เป็นสิ่งไม่อาจจะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้

แต่ถ้าสอบแล้ว ไม่ติดล่ะ นั่นหมายความว่าคณะของเขาก็แค่ตัวสำรองจากคณะที่หนึ่งเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ

ดังนั้นเขาจึงไม่ไปสอบ

 

ใครหลายคนมองเด็กหนุ่มว่าโง่นัก ทำไมไม่ไปสอบ

ไปสอบทิ้งไว้ก็ไม่เสียหาย

ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้

ใครๆก็ทำเช่นนั้น

ผู้ที่เก่งกว่าก็คือผู้ได้สิทธิ์ ไม่ใช่ความผิดอะไร

อีกทั้ง ถ้าหากได้คณะที่หนึ่งขึ้นมา แต่ยังคงเลือกคณะที่สอง ก็ฟังดูไม่เลวไม่ใช่หรือ

ทำให้คณะที่หนึ่งเป็นตัวเผื่อเสียบ้าง ก็ฟังดูสะใจดีไม่ใช่หรือ

ได้เหยียบหน้าพวกเลือกคณะที่สองเป็นคณะเผื่อเลือกเสียบ้าง

เด็กหนุ่มฟังคำพูดเหล่านั้น ทั้งจากเพื่อนและใจตน

ใช่ ฟังดูไม่เลวเลย

แต่เมื่อเขาได้เห็นความทรมาน และความพยายามของเพื่อนหลายคน

เขาก็ไม่กล้าเหยียบความฝันของใครลง

 

ในเมื่อจิตใจของคนเราช่างโหดร้ายเช่นนี้เสมอ

โลกช่างโหดร้ายเช่นนี้เสมอ

ดังนั้น เด็กหนุ่มจึงคิดว่า ถ้าเช่นนั้นขอทำให้มันน่าอยู่ขึ้นสักเพียงนิดก็ยังดี

 

ปลายฤดูหนาว

ผลประกาศของคณะที่หนึ่งก็ออกมา

เพื่อนของเขามีทั้งที่ติดและไม่ติด

มีทั้งที่เป็นไปตามคาด และไม่เป็นไปตามคาด

เขานั่งไล่หาชื่อเพื่อน เขาเฝ้าแสดงความยินดี

แต่อีกด้านหนึ่ง ในห้วงลึกของเขาเอง กลับกำลังอิจฉา

อิจฉาที่ใครหลายคนได้ลุ้นไปพร้อมๆกัน

ได้ดีใจด้วยกัน ได้เสียใจด้วยกัน

มีคนแสดงความยินดี มีคนปลอบใจ

แม้จะล้ม ก็ยังมีคนช่วยลุก ช่วยฉุดขึ้นมา

เด็กหนุ่มมองภาพเหล่านั้น ด้วยใจริษยาที่ไม่อาจห้าม

 

ถึงกระนั้น

ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ไปสอบ

ต่อให้เขาได้คณะที่หนึ่งขึ้นมา ก็คงไม่รู้สึกดีใจเหมือนคนอื่น

เขาไม่มีวันลิ้มรสชาติความปลื้มปิติเช่นนั้นได้

เพราะเขาไม่ต้องการมันแม้แต่น้อย

ได้มาก็เหมือนขยะที่ต้องทิ้ง จะเอามาทำไม

สู้ให้คนที่เห็นค่าของมันไม่ดีกว่าหรือไร

 

สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง ยังคงไม่หายไป

…แล้วเขาก็เดินต่อไป…

 
fin.

edit @ 1 Mar 2011 13:12:52 by G.chalk

!!มาสร้างVisual Novelกันเต๊อะ!!

posted on 22 Feb 2011 20:51 by g-chalk
สืบเนื่องมาจาก...เมื่อหลายวันก่อนเกิดครึ้มอกครึ้มใจอยากเล่นเกมจีบหนุ่มจีบสาวขึ้นมา
ก็เลยไปนั่งสรรหาเกมจากในเน็ต
...นั่งหาอยู่นานแสนนาน...
และแล้วก็ได้พบเกมที่ถูกใจ
...แต่ว่า
 
มันดันเป็นเกมYซะงั้นอะ!!=[]=
 
 
ถึงในชีวิตประจำวันจะรายล้อมไปด้วยชาวY ก็เถอะ แต่เราไม่ใช่ชาวYนะ!Undecided
...สรุปว่าหาเกมถูกใจไม่ได้ซักที (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอ่านยุ่นไม่ออกสินะ)
แต่ว่าถึงจะหาเกมจีบหนุ่มจีบสาว (ที่ถูกใจ) ไม่เจอก็ตาม
เราก็ได้ไปพบกับของเล่นใหม่
นั่นก็คือ...
 
+++โปรแกรมสร้าง Visual Novel+++
!!Novelty!!
 
จริงๆเจอโปรแกรมอื่นอีก
แต่เท่าที่ลองดูคิดว่าอันนี้แหละเวิร์กสุด
วิธีใช้ไม่ยุ่งยากเกินไป ไม่ค่อยรู้เรื่องโค้ดก็ใช้ได้
มีคู่มือมาให้ในตัว
ที่สำคัญคือ มีภาพ BG สวยๆแถมมาให้ใช้ =w= (ถ้าไม่มีมาให้ก็ไม่คิดจะสร้างเหมือนกันนะ)
 
==แปะรูป==
 
==อีกรูป==
 
 
นอกจากเจ้าโปรแกรม Novelty แล้ว ยังมีโปรแกรม Designer ประกบมาเป็นคู่ด้วย
มีเอาไว้สร้างตัวละคร หรือกรอบคำพูดต่างๆนานา
 
 
 
ตอนนี้เราก็กำลังสร้าง Visual Novel อยู่ ด้วยเจ้าโปรแกรมนี่แหละ
ไม่ได้เป็นเกมจีบหนุ่มจีบสาวนะ
แต่เป็นเนื้อเรื่องที่แตกออกมาจากการ์ตูนที่ช่วยกันวาดกับเพื่อนอีก 3 คน ^ ^
(แต่เราทำโปรเจ็คนี้คนเดียว = = หนทางช่างยาวไกล)
 
 
ใครสนใจนั่งถึกทำ Visual Novel บ้างก็เข้าลิ้งค์ด้านบนไปโหลดเลยนะจ๊ะ
 
 
 
 
 

เปียโนสีขาว

posted on 16 Feb 2011 20:07 by g-chalk  in Stories


เขียนบล็อคครั้งแรก :))

ไม่รู้จะเขียนอะไรก็เลยเอาเรื่องที่แต่งไว้ตั้งแต่สองปีก่อนมาลง

จำได้ว่าตอนนั้นตั้งใจจะเขียนเรื่องรักเศร้าๆ

แต่พอให้เพื่อนอ่านดู เพื่อนดันบอกว่าเป็นเรื่องรักแอบหลอนซะงั้น! =[]=


 

แด่เปียโนสีขาวที่ครั้งหนึ่งฉันเคยหลงรัก


ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ฉันนอนอยู่ในห้องสีขาว

ทั้งๆที่เป็นห้องของตัวเองแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนนอนอยู่ในโรงพยาบาล

จะเช้า สาย บ่ายหรือเย็น ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้ลุกจากเตียงนี้ไป

ไม่สิ

ฉันไม่มีแรงลุกเองต่างหาก

ตอนนี้...ฉันคงไม่ต่างอะไรจากศพที่ยังมีลมหายใจอยู่               

ได้แต่เฝ้ารอวันเวลาให้ได้กลายเป็นศพจริงๆเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง

เสียงเพลงนั้นก็ดังขึ้น

หล่อหลอมจิตใจที่แตกกระจายของฉัน

...กลับเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง...

               

ผมเป็นนักเปียโนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก

ผมเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแห่งหนึ่ง อยู่ในอพาร์ตเม้นท์ที่ตั้งอยู่บนตรอกอันเงียบสงบ ค่อนข้างร้างผู้คน ผมซื้อมันเพราะมันเป็นที่ที่ผมสามารถแต่งเพลงหรือฝึกซ้อมเปียโนได้ทุกเวลา

ผมรักเปียโน

ทุกๆวันจึงได้เล่นมันไม่เคยขาด เปียโนสีขาวของผม ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง ผมบรรเลงเพลงไปตามอารมณ์บ้าง ฝึกซ้อมเพลงที่ต้องแสดงในงานบ้าง แต่งเพลงขึ้นมาใหม่บ้าง แทบทุกวินาทีที่อยู่ในบ้าน ผมจะนั่งอยู่ด้านหน้าของเปียโนสีขาวตลอดเวลา

เพราะเปียโนไม่ต้องการคำพูด

ไม่เหมือนคนเรา

ที่ต้องใช้คำพูดให้ใจสื่อถึงกัน

 

วันนี้ฉันรู้แล้ว

เสียงเพลงนั่นเป็นเสียงเปียโนที่ดังมาจากบ้านตรงข้าม

เป็นเปียโนสีขาวที่ดูงดงาม ต่างจากสีขาวของห้องของฉันเหลือเกิน

ใครกันนะที่เป็นคนเล่นมันทุกวัน

เปียโนตั้งอยู่ริมหน้าต่างก็จริง แต่ว่าฉันไม่เคยเห็นคนที่เล่นมันเลย

เพลงที่เขาเล่นออกมาช่างไพเราะยิ่งกว่าเสียงใดๆ

คงเป็นเพราะฉันไม่ค่อยได้ฟังเพลงล่ะมั้ง ถึงได้ไม่เคยรู้ว่ามีเสียงเพลงที่เพราะพริ้งเช่นนี้อยู่

เป็นเสียงเพลงที่ฟังดูมีความสุข

ถ้าหากฉันตาย ฉันอยากให้เพลงของเขาเล่นตอนฉันตาย

เผื่อว่าถ้าฉันได้เกิดใหม่

อาจจะได้มีความสุขแบบเสียงเพลงนั้นบ้าง

 

เธอมองมาทางนี้อีกแล้ว

ผู้หญิงในห้องสีขาวคนนั้น

ผมสังเกตเห็นเธอบ่อยขึ้นทุกวัน

ทุกครั้งที่ผมเล่นเปียโน เธอจะลุกขึ้นนั่ง มองออกมานอกหน้าต่าง มองมาที่เปียโนสีขาวของผม สายตาของเธอดูเศร้าเหลือเกิน เธอมองมาที่ห้องของผมด้วยสายตาเศร้าๆแทบทุกครั้ง

แต่วันนี้สายตานั้นดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เธอดูมีความสุขขึ้น ใช่หรือเปล่านะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ

เปียโนของผมบรรเลงเพลงส่งไปถึงเธอแล้ว

 

...มีความสุขจัง...

ฉันดีใจที่ได้พบกับเขา

ไม่สิ น่าจะเรียกว่าได้เห็นเขาแล้วมากกว่า

แปลกเหลือเกิน

ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเรื่องราวจากเสียงเพลง

เขาเล่าเรื่องต่างๆให้ฉันฟังมากมาย

เรื่องตอนที่เขาไปแสดงตามงาน

เรื่องที่เป็นสาเหตุที่เขาเป็นนักเล่นเปียโน

เรื่องระหว่างเดินทางมาเมืองนี้

เรื่องตอนสมัยเด็ก

จะว่าไปแล้ว ฉันไม่เคยเล่าอะไรให้เขาฟังเลย

ถ้ามีโอกาสก็ดีสินะ

ถึงจะไม่มีเรื่องสนุกๆให้เขาฟังก็ตาม

 

ผมได้ยินมา

เธอคนนั้นกำลังป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะมีอาการดีขึ้นเล็กน้อย

ผมจะเล่นเปียโนนี้ เป็นกำลังใจให้ก็แล้วกันนะ

อยากจะไปพบเธอตรงๆ แต่อย่างผมคงไม่กล้าพอ

จะไปพบเธอได้อย่างไรกัน

ก็ในเมื่อผมพูดไม่ได้

ไม่รู้จักการพูดมาตั้งแต่เกิด

ทำอย่างไรดี

ผมอยากเห็นเธอใกล้กว่านี้

 

อาการของฉันดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่น่าเชื่อ ฉันออกไปข้างนอกเองได้แล้ว

ถึงจะต้องใช้รถเข็นก็เถอะ

แต่ว่าบังเอิญเหลือเกิน

วันแรกที่ฉันได้ออกไปข้างนอกเอง

ฉันก็ได้พบกับเขาคนนั้น

ยิ้มให้ฉัน

ก็เลยพูดทักทายออกไป

แต่เขาไม่ตอบกลับมาหรอก ฉันรู้อยู่แล้ว

ก็เขาพูดไม่ได้นี่นา

ไม่เป็นไรหรอก

เรื่องของคุณ คุณได้เล่าให้ฉันฟังผ่านเสียงเพลงมาหมดแล้ว

หน้าของฉันเริ่มร้อนผ่าว

ยิ่งมองเขา ฉันก็เริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นเรื่อยๆ

ฉันคงจะ...รักเขาเข้าให้แล้ว

 

ใจของผมเต้นโครมคราม

ทำอะไรแทบไม่ถูกเลย

เธอทั้งสวยและใจดี

ทำไมคนดีๆแบบเธอถึงต้องมาเป็นโรคร้ายกันด้วยนะ

ผมหวังว่าเธอคงจะอยู่ต่อไปนานๆ

ไม่อยากให้เราต้องจากกันไปเลย

เอาล่ะ

วันนี้ผมจะเล่นเปียโนสีขาว เล่าเรื่องอะไรให้คุณฟังอีกดีนะ

               

...เหมือนกับว่าเสียงเพลงนี้...

...จะเป็นสายสัมพันธ์ของเรา...

 

ฉันตื่นขึ้นมา

แปลกจัง

วันนี้ฉันไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย

เพราะอะไรกันนะ

ไม่ใช่แค่เสียงเปียโนนี่นา...

เสียงลม

เสียงนกร้อง

เสียงเข็มนาฬิกา

เสียงเปิดหน้าต่าง

เสียงของฉัน

ไม่ได้ยิน

ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย

เกิดอะไรขึ้นกัน?

ฉันกุมหูตัวเอง

เลือดไหลออกมา

...ไม่นะ...

ฉันยังอยาก...ได้ยินเสียงของเขา

 

วันนี้เธอไม่ชะเง้อออกมามอง...

มีอะไรหรือเปล่านะ

ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย

แต่ว่าเปียโนนี้...ผมจะเล่นต่อไป

หวังว่าเธอยังได้ยินเสียงของผมอยู่นะ

 

ทั้งที่อาการน่าจะดีขึ้นแล้วแท้ๆ

หมอบอกว่า...คงจะเหลือเวลาไม่มากแล้ว

โรคกำลังกัดกินตัวฉันจนไปถึงหู

ฉันไม่สามารถได้ยินเสียงอะไรอีก

ทำไมกัน

อุตส่าห์ได้รู้จักเขาแท้ๆ

เสียงเปียโนของเขาก็ส่งมาถึงฉันแล้วแท้ๆ

ทั้งเรื่องราว ความรู้สึก ความอบอุ่นนั่น

ฉันจะไม่อาจสัมผัสมันได้อีก

จิตใจของฉันแตกออกอีกครั้ง...อย่างช้าๆ

ทรมานเหลือเกิน

 

...ไม่จริง...

อาการของเธอกำเริบขึ้นอีกแล้ว

ผมได้ยินมาว่าเธอกำลังจะตาย

หูของเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว

ผมควรทำอย่างไรดี

เปียโนของผม เสียงของผม ความรู้สึกของผม

เธอไม่อาจจะรับรู้มันได้อีกแล้ว

พอคิดอย่างนี้

...ไร้เรี่ยวแรง…ห่อเหี่ยว…

โลกดูจะเป็นสีเทาไปในทันที

…สิ้นหวัง…

 

นานเหลือเกิน

จะไม่ได้ยินเสียงเปียโนของเขาอีกจริงๆหรือนี่

ฉันคอยจินตนาการว่าได้ยินเสียงของเขาอีก

แต่ว่าตอนนี้...มันกำลังจะจางไปแล้ว

...ความทรงจำของฉัน...

ตั้งแต่ที่ไม่ได้ยินเสียงอะไร

ทุกช่วงวินาทีก็เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน

เมื่อไรฉันจะตายไปเสียทีนะ

แค่นี้ครึ่งค่อนวิญญาณของฉันก็ไปอยู่อีกโลกหมดแล้ว

เมื่อไรหัวใจจะหยุดเต้นเสียที

เจ็บ

หวังว่าเขาจะมีความสุขต่อไปนะ

เล่นเปียโนนั่นให้ทั้งโลกรู้ว่ามันไพเราะเพียงใด

มีชื่อเสียง มีความสุข แล้วก็มีความรักกับใครสักคนหนึ่ง

แต่งงานกับเธอคนนั้นด้วยรอยยิ้ม

มีอนาคตที่สดใส

อย่าให้ใครต้องมาโชคร้ายแบบฉันเลย

 

ผมรักคุณ

จะบอกคำนี้กับเธออย่างไรดี

น่าจะรู้ตัวให้ไวกว่านี้หน่อย น่าจะรวบรวมความกล้าให้เร็วกว่านี้หน่อย

ดูท่าจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

สิ่งที่คอยเชื่อมผมกับเธอเอาไว้ มันขาดสะบั้นลงแล้ว

เปียโนสีขาวของผม

ช่วนบอกผมที ว่าควรทำอย่างไร

ผมไปเยี่ยมเธอจะได้ไหมนะ

ยิ้มให้เธอ

แล้วเขียนความรู้สึกของผมออกไป...

ไม่กล้าทำแน่ๆ

ผมระบายความรู้สึกลงบทเพลงที่เล่นอีกครั้ง

ก็ผมมันแค่คนขี้ขลาด ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับใคร

เพราะว่าผมพูดไม่เป็น

แต่ว่า...สิ่งที่อยู่ในแววตาของคุณตั้งแต่วันนั้น

บอกว่าคุณเข้าใจเสียงเพลงที่ผมเล่าเรื่องของตัวเองออกไป

ผมมีความสุขยิ่งกว่าเวลาเล่นให้คนอื่นฟังนับล้านเท่า

จะไม่ให้มีความสุขได้อย่างไรกัน

ก็ในเมื่อนอกจากเปียโนนี้แล้ว

ยังมีคุณรับฟังผม

ยังมีคุณเข้าใจผม

ยังมีคุณรับรู้ความรู้สึกของผม


อา...ฝันไปหรือเปล่านะ

ฝันว่าได้ยินเสียงของเขาอีกครั้ง

กระซิบบอกรักฉัน

เสียงเพลงนั้น

ฉันได้ยินแล้ว

แต่ว่า...ไม่ไหวแล้ว

ถึงเวลาที่ฉันต้องจากไปเสียที

ค่อยๆหลับตาลง

เสียงเพลงที่เขาบรรเลง...ฉันไม่ได้หูฝาดไป

เสียงสุดท้าย

ดีใจเหลือเกิน

ขอบคุณนะ

ลาก่อน

 

เสียงคีย์โน้ตตัวสุดท้ายค่อยๆจางจากหูของผมไป

เธอจากไปแล้ว

ผมรู้สึกได้

 

ผมเองก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกัน

ผมจะระลึกถึงคุณเสมอ

ผมจะเล่นเปียโนนี้ต่อไป

เผื่อว่าซักวันหนึ่ง

คุณที่อยู่บนฟากฟ้า

...อาจจะได้ยินเสียงนี้อีก...

 fin.