บันทึกเด็กเอ็นท์ ฉบับม้วนเดียวจบ
posted on 01 Mar 2011 13:06 by g-chalk in Storiesเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งที่อิงความจริง(มาก)
เป็นเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีแก่นสารอะไรนัก
แค่อยากบันทึกเอาไว้เท่านั้นเอง...
ในชีวิต…
…มีหลายครั้งที่เราต้องตัดสินใจ
เลือกสิ่งหนึ่งไว้ แต่ต้องทิ้งอีกสิ่งหนึ่งไป
หรือบางทีก็ต้องทิ้งหลายสิ่ง เพื่อเลือกสิ่งหนึ่ง
กลางฤดูร้อนในปีหนึ่ง ฤดูร้อนที่เป็นช่วงต่อของชั้น ม.5 และชั้น ม.6
หลังจากที่ลังเลอยู่หลายเดือน เด็กหนุ่มก็ได้ตัดสินใจ
เส้นทางชีวิตที่เขาเลือกเดินต่อไปได้ถูกกำหนดลงในวันปิดเทอมที่แสนธรรมดา
ทางเลือกของเขานั้น มีอยู่มากมาย
เขาตัดทางเลือกที่ไม่ชอบทิ้งลงไป
อันที่จริง ไม่มีคณะใดที่เขารู้สึกชื่นชอบเลยแม้แต่น้อย
จนแล้วจนรอด ก็เหลืออยู่เพียงสองทางเลือก
หนึ่ง คือคณะที่ใครต่างก็หมายปอง
คณะที่ใครเขาก็ว่าดี ว่ามั่นคง ว่ามีเกียรติ
แต่กระนั้น เด็กหนุ่มไม่ได้ชอบในวิถีชีวิตของการทำงานหลังจบจากคณะนี้เลย
งานนั้นเป็นงานสำคัญ ละเอียดอ่อนและช่างเปราะบาง
นอกจากอดทน ขยัน ทุ่มเทและเสียสละแล้ว ความรักในเพื่อนมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เด็กหนุ่มได้พบกับผู้เล่าเรียนอยู่ในคณะนี้มากมาย
เด็กหนุ่มคิดว่าคนเหล่านั้นช่างเข้มแข็ง
ทว่าบางคน…กำลังถูกบางสิ่งกัดกินตัวตนไป
สอง คือคณะที่ไม่ได้เกลียดไม่ได้ชอบ
เป็นหนึ่งในกระแสนิยม หรือความไม่ลืมหูลืมตาของคนไทย (เช่นเดียวกับคณะแรก)
แต่มาพักนี้ ข่าวลือว่าตกงานนั้นช่างหนาหู
เด็กหนุ่มก็ได้แต่คิดว่าที่ตกงานนั้นก็เป็นเพราะกระแสนิยม หรือความไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละ
ที่ทำให้ความต้องการน้อยกว่าผลผลิตที่มี
ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ
เด็กหนุ่มเลือกคณะที่สอง
บางอย่างบอกกับเขาว่า สิ่งที่เขาต้องการอยู่ทางนี้
แต่เด็กหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการที่ว่า
เขากำหนดเป้าหมายลงไปในใจ
สัญญาเงียบๆกับตัวเองว่าจะไม่เปลี่ยนเป้าหมายไปทางอื่น
แล้วเขาก็มุ่งไป
วางแผนและคำนวณวิธีต่างๆที่จะทำให้ตนได้เข้าไปอยู่ในคณะที่สอง
ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าชอบจนกลายเป็นชอบ
เลิกเล่นเกม เลิกเปิดคอมพร่ำเพรื่อ เลิกไปเที่ยวเตร็ดเตร่
อ่านหนังสือทุกวันหลังเลิกเรียน
ไปเรียนพิเศษทุกครั้งที่มีวันหยุด (แม้จะมีการชุมนุมที่ท่าทางอันตรายแถวที่เรียนก็ยังไป)
ชีวิตของเขาบิดเป็นเกลียว
เวลากลายเป็นสิ่งมีค่าขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
กระทั่งเวลานั่งรถเมล์ เขายังต้องเอาหนังสือมาอ่าน
รู้สึกราวกับกำลังวิ่งบนรางรถไฟ ที่มีรถไฟไล่หลังอยู่ตลอดเวลา
คณะที่เด็กหนุ่มเลือก จะใช้คะแนนที่ดีที่สุดจากการสอบGAT PAT
หนึ่งปีมีสอบสามครั้ง
ครั้งแรกคือก่อนเด็กหนุ่มจะตัดสินใจได้
ครั้งสอง ผลสอบออกมาไม่ดีนัก
ไม่ว่าคำนวณคะแนนออกมาเท่าไรก็ไม่เป็นเช่นที่หวัง
เขาได้แต่ร้องไห้จนคนในครอบครัวต้องช่วยปลอบ
แต่แปลกนัก เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดเรื่องนี้กับเพื่อนสักคนเดียว
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้พบเพื่อนสนิทบ่อยนักด้วยความที่อยู่คนละห้องกัน
อีกส่วนก็เพราะเขาเกรงใจเกินกว่าจะพูดออกไป
…จะพูดออกไปได้ยังไง…
ในเมื่อเพื่อนของเขาเองกำลังเตรียมสอบเข้าคณะที่หนึ่ง คณะที่มีการแข่งขันสูงกว่า
บางทีในฐานะเพื่อนแล้ว มันคงเป็นความเกรงใจที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
แต่จะอย่างไรได้ เด็กหนุ่มยินดีรับความทุกข์ไว้แค่คนเดียว
แต่ว่า นั่นเป็นความเกรงใจจริงๆ หรือเป็นเพียงความทระนงตนกันแน่
อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มยังคงมุ่งหน้าต่อไป
เก็บความเสียใจเป็นกำลัง
เก็บความท้อแท้ไว้ในเหวลึกของหัวใจ
เพราะยังมีโอกาสอีกครั้ง
และไม่ต้องการเสียใจภายหลัง
และแล้วการสอบครั้งที่สามก็ผ่านไป
ดีกว่าครั้งที่สอง
แต่เด็กหนุ่มก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันดีพอหรือไม่
เขาได้แต่รอ
เป็นการรอที่ทรมาน
เขาจะติดหรือไม่ คะแนนจะพอไหม นี่เรายังควรอ่านหนังสือเผื่อไว้หรือเปล่า
และระหว่างที่เขารอนั้นเอง การสมัครสอบเข้าคณะที่หนึ่งก็เริ่มขึ้น
เด็กหนุ่มเข้าสอบคณะที่หนึ่งนั้น ตามแรงดันของคนรอบข้าง
ดีที่การสอบนั้นมีสองส่วน
เด็กหนุ่มสอบส่วนแรกเผื่อไว้
การสอบส่วนที่สองจะตามมาหลังเขารู้ว่าจะได้คณะที่สองหรือไม่
การสอบในคณะที่หนึ่งนั้นมีการแข่งขันสูง
ใครหลายคนที่หมายปองคณะที่หนึ่งนั้นย่อมสอบคณะอื่นๆเผื่อสำรองไว้เช่นกัน
แน่นอนว่าคณะที่สองนั้น เป็นหนึ่งในคณะเผื่อเลือกทั้งหลายของพวกเขา
เด็กหนุ่มคัดเคือง แต่ไม่อาจว่าอะไรได้
เพราะการจะสอบที่ไหน เอาที่ไหนล้วนแต่เป็นสิทธิส่วนบุคคล
การที่จะไปกันที่คนอื่นๆก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลเช่นกัน
ทุกคณะย่อมอยากได้คนที่(คะแนน)ดีที่สุดไป
การแก่งแย่งชิงดีเป็นเรื่องสามัญ
ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก
โลกมันก็โหดร้ายเช่นนี้เสมอแหละ
เด็กหนุ่มคิดเช่นนั้น
และในที่สุด
ช่วงปีใหม่ เด็กหนุ่มก็รู้ข่าวเรื่องผลประกาศของคณะที่สาม
เขารู้ผลทางโทรศัพท์ เพื่อนคนหนึ่งช่วยดูให้
เขาติด
เด็กหนุ่มดีใจ หัวใจของเขาพองออก
ดีใจ แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังรู้สึกว่าไม่สามารถดีใจได้อย่างเต็มที่
คงเป็นเพราะบรรยากาศที่โรงเรียนยังคงเป็นเช่นเดิม
ทุกคนอ่านหนังสือเตรียมสอบกัน
เขาไม่อาจทำตัวเฮฮาได้
ไม่มีงานเลี้ยง
ไม่มีของขวัญ
มีเพียงคำแสดงความยินดีที่ได้ยินจนชาหู
เป็นความยินดีที่ว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก
การสอบส่วนที่สองของคณะที่หนึ่งเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะ
เด็กหนุ่มเริ่มลังเลต่อสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
ควรไปสอบไหมนะ
แต่ถ้าสอบแล้ว เกิดได้คะแนนดีกว่าเพื่อนล่ะ แม้ปากจะพูดว่า [ไม่เป็นไร] หรือ [ยินดีด้วย] ความขุ่นเคืองใจก็เป็นสิ่งไม่อาจจะห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้
แต่ถ้าสอบแล้ว ไม่ติดล่ะ นั่นหมายความว่าคณะของเขาก็แค่ตัวสำรองจากคณะที่หนึ่งเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ
ดังนั้นเขาจึงไม่ไปสอบ
ใครหลายคนมองเด็กหนุ่มว่าโง่นัก ทำไมไม่ไปสอบ
ไปสอบทิ้งไว้ก็ไม่เสียหาย
ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้จะทำอย่างไรกับมันก็ได้
ใครๆก็ทำเช่นนั้น
ผู้ที่เก่งกว่าก็คือผู้ได้สิทธิ์ ไม่ใช่ความผิดอะไร
อีกทั้ง ถ้าหากได้คณะที่หนึ่งขึ้นมา แต่ยังคงเลือกคณะที่สอง ก็ฟังดูไม่เลวไม่ใช่หรือ
ทำให้คณะที่หนึ่งเป็นตัวเผื่อเสียบ้าง ก็ฟังดูสะใจดีไม่ใช่หรือ
ได้เหยียบหน้าพวกเลือกคณะที่สองเป็นคณะเผื่อเลือกเสียบ้าง
เด็กหนุ่มฟังคำพูดเหล่านั้น ทั้งจากเพื่อนและใจตน
ใช่ ฟังดูไม่เลวเลย
แต่เมื่อเขาได้เห็นความทรมาน และความพยายามของเพื่อนหลายคน
เขาก็ไม่กล้าเหยียบความฝันของใครลง
ในเมื่อจิตใจของคนเราช่างโหดร้ายเช่นนี้เสมอ
โลกช่างโหดร้ายเช่นนี้เสมอ
ดังนั้น เด็กหนุ่มจึงคิดว่า ถ้าเช่นนั้นขอทำให้มันน่าอยู่ขึ้นสักเพียงนิดก็ยังดี
ปลายฤดูหนาว
ผลประกาศของคณะที่หนึ่งก็ออกมา
เพื่อนของเขามีทั้งที่ติดและไม่ติด
มีทั้งที่เป็นไปตามคาด และไม่เป็นไปตามคาด
เขานั่งไล่หาชื่อเพื่อน เขาเฝ้าแสดงความยินดี
แต่อีกด้านหนึ่ง ในห้วงลึกของเขาเอง กลับกำลังอิจฉา
อิจฉาที่ใครหลายคนได้ลุ้นไปพร้อมๆกัน
ได้ดีใจด้วยกัน ได้เสียใจด้วยกัน
มีคนแสดงความยินดี มีคนปลอบใจ
แม้จะล้ม ก็ยังมีคนช่วยลุก ช่วยฉุดขึ้นมา
เด็กหนุ่มมองภาพเหล่านั้น ด้วยใจริษยาที่ไม่อาจห้าม
ถึงกระนั้น
ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ไปสอบ
ต่อให้เขาได้คณะที่หนึ่งขึ้นมา ก็คงไม่รู้สึกดีใจเหมือนคนอื่น
เขาไม่มีวันลิ้มรสชาติความปลื้มปิติเช่นนั้นได้
เพราะเขาไม่ต้องการมันแม้แต่น้อย
ได้มาก็เหมือนขยะที่ต้องทิ้ง จะเอามาทำไม
สู้ให้คนที่เห็นค่าของมันไม่ดีกว่าหรือไร
สัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง ยังคงไม่หายไป
…แล้วเขาก็เดินต่อไป…
edit @ 1 Mar 2011 13:12:52 by G.chalk
#1 By ซาวาโก๊ว ~ ’ on 2011-03-01 13:56